สิ่งที่ไม่คาดคิดจากการไปเรียนที่โรงเรียนภาษา CSI, ชิคาโก้

0
1422
เรียนภาษาที่อเมริกา

เราอยากไป เรียนภาษาที่อเมริกา ก่อนไปเราก็คิดว่าเราต้องไปเจอเพื่อนๆฝรั่งชาวอเมริกันหัวทองแน่ๆ พอวันแรกที่ได้ไปเข้าคลาสก็พบว่า สิ่งที่คิดมันไม่ใช่เลย มันไม่มีฝรั่งหัวทองชาวอเมริกันในนี้ แต่คนที่มาเรียนโรงเรียนภาษา ก็คือ international student เหมือนเรา เป็นคนที่ย้ายมาอยู่ แต่ไม่ใช่ชาวอเมริกันโดยพื้นฐาน

ซึ่งนักเรียนเหล่านั้นรวมทั้งเราด้วยก็จะมีหลากหลายเชื้อชาติมากๆ อย่างเช่น ไทย ยูเครน รัสเซีย โปแลนด์ อินเดีย ปากีสถาน บราซิล ตุรกี และอื่นๆอีก เราก็คิดว่า อ่าว ทำไมมาเจอคนต่างด้าวเหมือนกันล่ะ มีแค่อาจารย์ที่สอนภาษาเท่านั้นที่เป็นชาวอเมริกัน แล้วเราก็ได้คิดในอีกแง่หนึ่งคือ ถ้าเป็นคนอเมริกันเค้าจะมาเรียนภาษาอังกฤษกันทำไม ในเมื่อมันเป็นภาษาราชการของเค้าอยู่แล้ว

เรียนภาษาที่อเมริกา และสิ่งที่ไม่คาดคิด

เราลงเรียนที่โรงเรียนภาษา CSI ในเมืองชิคาโก ขอบอกก่อนว่าโรงเรียนนี้ เรื่องเรียนจะไม่ได้เข้มข้นมากนัก มีข้อแม้ว่าควรจะเข้าเรียนให้ครบ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่เรื่องเกรดจะไม่ซีเรียสเท่าไหร่ เค้าซีเรียสเรื่องเวลาเรียนมากกว่า

เอาตรงๆคือ รร นี้มีไว้สำหรับคนที่อยากมาใช้ชีวิตในอเมริกา เพราะค่าเทอมไม่แพงและเป็นทางเลือกหนึ่งในการ อยู่ในอเมริกาอย่างถูกกฎหมายด้วยวีซ่า F-1 ได้ มีคลาสให้เลือกเรียนหลายแบบ นอกจากคลาสเรียนแล้วเราก็อยากจะมาเล่าถึงเพื่อนๆที่ได้เรียนด้วยกันว่าเป็นใคร มาจากไหนกันบ้าง และแต่ละคนแต่ละเชื้อชาติเค้ามีลักษณะเฉพาะอย่างไร

Pakistan

ด้วยความที่เราคิดว่าภาษาอังกฤษเราอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ พูดคุยรู้เรื่อง ทำให้เราคิดเข้าข้างตัวเองว่าชั้นเก่งกว่าคนอื่น มองเพื่อนในคลาสว่า เหย คนนี้พูดไม่ชัดเลย, คนนี้เป็นแขกอ่ะ บลาๆๆ มีความ Racist อยู่กลายๆ (Racist คือการเหยียดเชื้อชาติที่เราคิดว่าแย่กว่า) แต่พอเราได้ไปเรียน ไปสัมผัสจริงๆ ความคิดแบบนั้นก็มลายหายไปทันที เมื่อได้ลองทำงานกลุ่มก็ปรากฏว่า เพื่อนที่เป็นชาวปากีสถาน ชื่อว่า Shama และ Avanish เค้าเก่งและขยันมากกกก พูดภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อ ฉลาดและทำการบ้านไวสุดๆ (อาจารย์จะให้ทำงานกลุ่มในห้อง 1 งานในคาบเรียน Lecture โดยกำหนด Topic ไว้ให้) Avanish บอกเราว่า Don’t worry. ยูไม่ต้องห่วง เดี๋ยวชั้นจัดการเอง เราได้ทีก็อู้เลยจ้ะ ช่วงแรกๆก็ช่วยเค้าหาข้อมูลนิดหน่อย ส่วนที่เหลือก็เพื่อนนั่นแหละทำ และสุดท้ายเพื่อนชาวปากีสถาน 2 คนนี้ก็ได้ A ไปครองทุกเทอม ส่วนเราไม่เคยได้ A เลย ได้เพียงแค่ B เท่านั้น ทั้งความเก่งและความขยันสู้พวกเค้าไม่ได้เลยจริงๆ

Moldova

มีอีกนายนึง มีนามว่า Josh เป็นคน Moldova ชื่อประเทศดูไม่คุ้นเนาะ ถ้าลองไปหาดูจะเห็นว่ามันคือประเทศหนึ่งที่อยู่ในแถบยุโรป ติดกับประเทศโรมาเนียและยูเครน คือเค้าหน้าตาดี คมเข้มประมาณ Jacob ในเรื่อง Twilight จัดว่าแซ่บเลยทีเดียว ตอนแรกๆเราก็แอบกรี๊ดอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ลุคมันดูหยิ่งมากๆ ชอบคิดว่าตัวเองหล่อ เดี๋ยวก็มีสาวๆมานั่งคุย นั่งทำงานข้างๆ ดูมั่นใจสุดๆ แต่พอเริ่มรู้จักมากขึ้นก็จะสัมผัสได้ว่าเป็นคนที่กวนตรีนมากๆ หลังๆเลยไม่มีใครยุ่งกับเค้า แล้วเค้าก็ไม่ค่อยเข้าเรียนด้วย

ช่วงหลังๆทุกครั้งที่นางเข้าห้องมา เค้าก็จะปลีกตัวไปนั่งโต๊ะอีกแถวหนึ่งบริเวณด้านหน้า เราก็คิดว่าอีนี่ เมิงต้องโง่แล้วก็สอบตกแน่ๆ วัดจากสถิติคนที่เคยพบเจอว่าถ้าทำตัวแบบนี้นี่ ไม่น่าจะเก่ง แต่พอตอนสอบจริง เค้าทำข้อสอบเสร็จเร็วมาก แล้วก็ได้ เกรด A เราก็แบบเฮ่ย เก่งนี่หว่า ประมาทคนอื่นไม่ได้จริงๆ แล้วก็ย้อนมองตัวเองแป๊บ ภูมิใจมาก ทำข้อสอบเองได้ B มาครอง เพราะอ่านหนังสือน้อยไป เป็นงัยล่ะ

Turkey

ส่วนเพื่อนชาวตุรกี คนนี้ก็ไม่เบา ชื่อ Ayse เค้าพูดภาษาอังกฤษไม่คล่องเหมือนกัน เราก็คิดว่าไม่เท่าไหร่มั้ง พอตอนสอบแล้วผลออกมา เธอคะแนนเริ่ดมากๆ ได้ A แบบชิลๆ พอถึงตอนสอบครั้งต่อไป เพื่อนหลายๆคนเลยพยายามจะมานั่งใกล้เธอคนนี้ให้มากที่สุดเพื่อจะได้ลอกข้อสอบนั่นเอง สิ่งที่ทำให้เราทึ่งอีกเรื่องคือเธอบอกว่าเธอแต่งหน้าไม่เป็น ก็เลยไม่แต่งหน้าเลย ไม่มีอะไรทั้งนั้นแม้กระทั่งการเขียนคิ้ว แต่เรากลับคิดว่าเธอแต่งหน้ามาทุกวันซะอย่างนั้น เพราะหน้าของเธอดูคมเข้มครบจบกระบวน ผิวดี มาเรียนตลอด สวยแบบโนเมคอัพได้สบายๆ น่าอิจฉามากๆ

Nigeria

เราเคยเจอเพื่อนคนนึงตอนเรียนเทอมที่ 2 เป็นคนไนจีเรียชื่อว่า Titi เค้าเป็นผู้หญิงผิวดำชาวแอฟริกา ชอบสะพายกระเป๋าสีช็อคกิ้งพิ้ง และแต่งตัวสีสันจัดจ้านตัดกับสีผิวตลอดเวลา เราชอบสไตล์การแต่งตัวของเค้ามาก เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครดี ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเราเจอเค้าแค่ 2 ครั้งเท่านั้นจากการเรียนทั้งหมด 10 สัปดาห์ เพราะเค้าไม่ค่อยเข้าเรียน เหมือนเดิมจ้า เราก็คิดว่าเค้าต้องได้คะแนนไม่ดีตอนสอบแน่ๆ สรุปนางก็ฟาด A ไปเหมือนกัน

Venezuela

เพื่อนคนหนึ่งชื่อ Pablo เป็นผู้ชายมาจาก Venezuela ประเทศแถบอเมริกาใต้อยู่ติดกับบราซิลและโคลัมเบีย เราบังเอิญได้ที่นั่งข้างเค้าตอนเรียนวันแรกในเทอมที่ 2  จากนั้นก็เลยได้คุยกันเรื่อยๆ เราบอกว่าอ๋อ ประเทศยูที่มีมิสยูนิเวิร์สสวยๆแซ่บๆใช่ป่ะ เค้าก็แบบเออใช่ๆ ยู รู้จักประเทศของชั้นด้วยหรอ เราก็บอกว่ารู้สิเราตามดูตลอด แล้วก็มีอยู่ช่วงนึง เราได้ทำงานกลุ่มเดียวกับเค้า ซึ่งตามโจทย์ต้องพูดถึงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวกัน เราก็คุยโม้ใหญ่เลยบอกว่าเนี่ย ประเทศไทยของชั้นนะมีทะเลสวยม้ากกกกก ชั้นเพิ่งไปมา เนี่ยๆที่เกาะหลีเป๊ะ พร้อมทั้งโชว์รูปจากมือถือให้ดู เค้าก็ไม่ได้มีทีท่าอะเมซิ่งใดๆ บอกแต่เพียงว่า อ่อ หรอ ประเทศของเค้าก็ทะเลสวยนะ ว่าแล้วเค้าก็เสิร์ชกูเกิลให้ดู ปรากฎว่ามันสวยมากกกกกกก สวยกว่าที่เราคิดไว้เยอะ หาดทรายสีขาวละเอียด ตัดกับทะเลสีน้ำเงินใสแจ๋ว จนเราต้องขอเก็บชื่อสถานที่นั้นเข้า Wishlist ของเราไว้เลย แถมยังบอกอีกว่าเนี่ย ทั้งหาดอ่ะมีแต่ Bitch on the beach แปลว่า มีแต่ผู้หญิงชะนีก้นเด้งเต็มหาดเลย ณ จุดๆนั้น ความภาคภูมิใจในทะเลไทยหายไปเยอะ มันทำให้เราค้นพบว่า เฮ่ย เรามันก็แค่จุดเล็กๆบนโลกใบนี้ อย่าไปคิดว่าเรามีดียิ่งใหญ่คับฟ้าขนาดนั้น

Brazil

มีเพื่อนชาวบราซิลคนนึง ได้เรียนด้วยกัน 2 คลาส เป็นผู้หญิง ชื่อว่า Fabricia เค้าชอบแต่งตัวสวยๆ เก๋ รัดๆ ตอนมาเรียนนางก็ถอดเสื้อคลุมออกเหลือแต่เสื้อสายเดี่ยวด้านใน เพราะนางบอกว่ามันร้อน ค่ะ ยอมแล้ว และที่แซ่บสุดคือก้นของนางเด้งสวยได้รูปมาก เราประทับใจสุดๆไปเลย หน้าของเค้าก็สวยคม ตาโต ผมดำสนิทเป็นเงามัน เราได้คุยกับเค้าไม่กี่คำหรอก ที่ชอบก็คือชอบภาพลักษณ์ของนาง ทรวดทรงองค์เอว มันได้ที่จริงๆ ได้มาเห็นกับตาเลยว่าสาวบราซิลที่เค้าร่ำลือนั้นมันดีมากขนาดไหน

เพื่อนสาวชาวบราซิลอีกคนที่ชื่อว่า Tania ก็ทำให้เราประหลาดใจ หน้าตาเค้าจะดูเหวี่ยงๆตลอดเวลา ไม่ค่อยเป็นมิตร เราเลยไม่กล้าคุยกับเค้าเท่าไหร่ มีครั้งนึงในคลาส Lecture อาจารย์ก็ให้จับกลุ่มกัน แบ่งเป็น 2 ทีม มีข้อบังคับว่าทุกคนต้องได้พูด ได้แสดงความคิดเห็น เป็น Topic การโต้วาที  เราและ Tania อยู่คนละทีมกัน เรามั่นใจในตัวเองมากเรื่องภาษา แต่ปรากฏว่าเราพูดตะกุกตะกัก ไม่คล่องเลย คิดคำภาษาอังกฤษไม่ออก มันติดๆอยู่ในหัว (เนี่ยนะ ที่มั่นใจนักหนาว่าตัวเองเก่ง) พอถึงตา Tania ต้องแสดงความเห็น นางพูดได้ลื่นปรื๊ด ครบถ้วนทุกข้อความ ถึงจะมีคำที่เค้าออกเสียงผิดบ้าง แต่เค้าก็สามารถนำทีมโต้วาทีจนชนะกลุ่มเราได้ เฮ่ย มันเจ๋งสุดๆ จากนั้นมามุมมองที่เราตัดสินเพื่อนคนนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

Russia

เรามีเพื่อนสาวชาวรัสเซียชื่อว่า Alexandra เป็นคนเฟรนด์ลี่ เข้ากับคนง่าย คนนี้นี่เวลาเรียนก็ใกล้เคียงกับเรา ค่อนไปทางดีกว่า แต่ความเป็นรัสเซียที่แสดงออกได้ชัดที่สุดคือ การที่เธอกระดกว็อดก้าได้ดุมากๆ เราเคยไปเที่ยวกับเธอครั้งหนึ่งพร้อมกับเพื่อนคนไทยอีกคนนามว่าน้องกิ๊ฟ ไปเที่ยวที่บาร์แถว Damen Blue Line ในเมืองชิคาโก้ เรากินไปได้แก้วเดียวก็มึนจะแย่แล้ว แต่ Alex เธอซัดเหล้า ซัดว็อดก้าไป 4-5 แก้วก็ยังดูเฉยๆ แถมยังเชียร์ให้เรากินๆๆเข้าไปอีก OMG เรานี่ขอยอมแพ้ในความเป็นรัสเซียตัวแม่ของเธอเลย (รัสเซียเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่อง Vodka)

เพื่อนผู้ชายอีกคนนึงชื่อว่า Serhii อ่านว่าเซอร์เก้ ชื่อของคนประเทศนี้อ่านยากมากอ่ะ เค้าเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ แต่งตัวเนี๊ยบๆมาเข้าเรียน เราเรียนด้วยกันทั้ง 3 เทอมเลย ในคลาสก็เป็นคนที่เรียนได้แบบกลางๆ เรื่อยๆ ถ้ามีงานกลุ่มก็ช่วยกันทำตลอด ให้ความรู้สึกแบบพี่ชายอบอุ่นๆ ที่คอยดูแลน้องสาวตลอดเวลา พอหมดคาบเรียนเค้าก็จะไปหาเพื่อนแก๊งรัสเซียของเค้า คือทุกคนแต่งตัวกันได้มาเฟียมาก บางคนแทบจะใส่สูทมาเรียนเลยก็มี

Ukraine

เพื่อนอีกคนที่เราคิดว่าเค้าเจ๋งมาก เราเรียกกันว่าเจ้าเปีย หรือไม่ก็ไอ้หล่อ เพราะเค้าหน้าตาดีมากกกก สูง หุ่นดี ดีทุกมุม เป็นฝรั่งมาจากประเทศยูเครนที่ติดกับรัสเซีย เค้าจะตัดผมทรงผู้ชายแต่ไว้เปียเล็กๆที่ด้านข้างหัวไว้หนึ่งอัน ที่เค้าไม่ยอมตัดเพราะเค้าบอกว่าพ่อเค้าก็ทำแบบนี้ คงเอาไว้เป็นสัญลักษณ์แทนพ่อล่ะมั้ง เค้าเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่สุงสิงกับใคร แต่ก็มีชะนีหลายนางอยากจะคุยกับเค้า เราก็หนึ่งในนั้นด้วย แต่จากการสืบของเพื่อนเราได้ความมาว่านางมีแฟนแล้ว และรักแฟนมากๆ เราก็เลยอ่อ ยอมๆในความรักเดียวใจเดียวของนาง แต่อีกเรื่องที่ประทับใจในตัวเค้าคือการพูดถึงประเทศของเค้า เค้าบอกว่ายูเครนนั้นการเมืองไม่มีเสถียรภาพเท่าไหร่ ทั้งๆที่ใจเค้าน่ะอยากจะอยู่ประเทศของตัวเองจะตาย แต่ในความไม่มั่นคงหลายๆด้าน ทำให้เค้าเลือกที่จะมาใช้ชีวิตที่นี่ เค้าไม่ชอบพรรคการเมืองที่นั่นเลย เค้าอยากจะให้มันดีกว่าที่เคยเป็นแต่เค้าก็ทำอะไรไม่ได้

เราก็แบบ เฮ่ย หัวอกเดียวกันเลยอ่ะ เค้าก็ไม่ใช่คนที่ใช้ชีวิตไปวันๆเหมือนกันนะ ดูเค้ามีความคิดและหล่อขึ้นอีกเป็นกองเลยหลังจากได้พูดเรื่องนี้ให้คนทั้งห้องฟัง (คนยูเครนจะไม่ชอบให้มีคนพูดว่าเหมือนรัสเซีย ใช้ภาษารัสเซีย หรือเป็นเมืองของรัสเซีย เค้าจะโกรธมากๆ เพราะว่าพวกเค้าเหมือนโดนรัสเซียกดขี่มาตลอดเวลา ทั้งๆที่เค้ามีรัฐบาลของตัวเอง มีภาษาของตัวเอง แต่พวกเค้าก็ไม่ได้มีอิสรภาพที่แท้จริง)

Thailand

และสุดท้ายเราเจอคนไทยจ้า ที่มาจากทั่วทุกภาคของประเทศไม่ว่าจะเป็นชาวเหนือ อีสาน ใต้ และอย่างเราที่เป็นชาวกรุงเทพฯ ซึ่งปริมาณคนไทยใน รร นี้ก็ค่อนข้างเยอะพอสมควร แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ที่สำคัญคือเราไม่เกิดการแบ่งแยก กลับยินดีด้วยซ้ำที่ได้มาเจอคนไทยด้วยกันที่นี่ ทุกคนที่เราได้เจอมานิสัยดี อัธยาศัยดี พร้อมจะช่วยเหลือกันตลอดเมื่อมีปัญหาโดยเฉพาะเวลาลอกข้อสอบ 555 รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ เช่นเรื่องที่พัก เรื่องอาหารการกิน และเรื่องเรียน เราก็พร้อมที่จะแบ่งปันข้อมูล สารทุกข์สุขดิบซึ่งกันและกัน เราว่ามันดีมากเลยนะ เราได้รูมเมทที่ดีเลิศมาคนนึงคือ พี่จอย คนอะไรก็ไม่รู้ที่พร้อมจะเป็นเพื่อนกับทุกคนและสามารถยิ้มได้กับทุกปัญหาสมชื่อเค้าเลย และยังมีน้องกิ๊ฟ น้องหงส์ ที่ว่าว่างตรงกันเมื่อไหร่ต้องไปหาอาหารไทยกินด้วยกันตลอด นอกจากนี้ยังมีเพื่อนคนไทยอีกหลายคนที่ไม่ได้กล่าวถึงแต่ก็ขอคอนเฟิร์มว่าน่ารักกันทุกคน

Global Citizen

ผลสรุปจากการที่เราได้มาเรียนที่ โรงเรียนภาษาที่ชิคาโก แบบอินเตอร์เนชันแนลแห่งนี้คือการทำให้เราได้พบเจอเพื่อนจากนานาชาติจริงๆ แล้วเค้าเหล่านั้นก็มีวัฒนธรรม พื้นฐานความคิดที่แตกต่างกันไป แถมยังมีความสามารถที่ทำให้เราต้องหันกลับมาประเมินตัวเองใหม่อีกครั้ง

นอกจากนี้มันยังทำให้เราเห็นความกว้างใหญ่ของโลกว่าไม่ได้มีแค่คนไทย เอเชีย กับฝรั่งนะ เรายังมีเพื่อนร่วมโลกอีกหลายเชื้อชาติมาก บางประเทศเราก็เพิ่งจะเคยได้ยิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้นผ่านทางการได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ต่างเชื้อชาติเหล่านี้ล่ะ หลายๆคนที่จะมาที่นี่ก็เพราะว่าเค้าต้องการมาตรฐานชีวิตที่ดีกว่าการอยู่ในประเทศเดิมของเขา ถ้ามีสิทธิ์เลือกทางที่ดีกว่า เค้าก็พร้อมจะเลือกเช่นเดียวกับเรา

การมาอเมริกาครั้งนี้ของเรามันช่วยเปิดมุมมองแคบๆที่เรามีต่อโลกให้มันกว้างขึ้นเยอะกว่าที่เราเคยคิดเอาไว้มากๆ ทำให้เข้าใจคำว่าประชากรโลกหรือ Global Citizen ได้อย่างลึกซึ้งเลยทีเดียว เราเป็นแค่ส่วนเล็กๆของโลกเท่านั้นเอง คนไทยมีประมาณ 70 ล้านคน แต่คนบนโลก ณ ตอนนี้ มีทั้งหมด 7,500 ล้านคนแล้วนะ พื้นที่ประเทศไทยก็เทียบเท่ารัฐๆหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาแค่นั้น แล้วตัวเราก็ชอบคิดว่าเก่งกว่าคนอื่นทั้งๆที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย ทุกคน ทุกเชื้อชาติต่างมีดี มีความสามารถในแบบของเค้า

เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่เราควรจะเข้าใจคือเรื่องของการยึดมั่นถือมั่นในตัวเองจนไม่เปิดตาเปิดใจรับฟังผู้อื่น สองเราควรจะพัฒนาตนเองในทุกๆด้านด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องภาษาอังกฤษ อย่าคิดแต่ว่าเราเก่งแล้ว ดีแล้ว ยังมีคนอีกมากที่เก่งกว่าเราเยอะ และอีกข้อที่สำคัญเลยคือการที่เราควรจะใช้ความสามารถที่เรามีในการช่วยลดความแบ่งแยกไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา ฐานะ หรือแม้กระทั่งเรื่องรูปร่างหน้าตาให้น้อยลง เพื่อให้โลกที่เราใช้พื้นที่ร่วมกันนี้น่าอยู่ขึ้น

ถ้าใครอยากมา เรียนภาษาที่อเมริกา แล้วไม่รู้จะเริ่มตรงไหน สามารถติดต่อที่ khonthaiamerica ได้เลยนะคะ พี่ๆใจดีมากๆ

นอกจากที่เราจะ เรียนภาษาที่อเมริกา แล้ว เราก็ได้ลงเรียนคอร์สดีไซน์สั้นๆที่ School of Art Institute of Chicago ด้วยนะ ถ้าอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรบ้างก็ตามมาดูเลยจ้า

อยากรู้ เรื่องราวในอเมริกา เพิ่มเติมตามมาที่นี่เลยจ้า