อยากไปแตะขอบฟ้าที่อเมริกาด้วยวีซ่านักเรียน F-1 ต้องทำยังงัย?

0
6709
วีซ่าอเมริกา

ใครหลายๆคนอยากมาประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยเหตุผลต่างๆนานา ไม่ว่าจะเป็นการมาเที่ยว มาทำงาน หรือว่าจะมาเรียน ซึ่งการจะเข้าออกประเทศนี้ได้นั้นก็ต้องระบุเหตุผลให้ชัดเจน หมายความว่าการจะขอ วีซ่าอเมริกา นั้นก็ต้องขอให้ตรงกับเป้าหมายนั้นๆของผู้เดินทาง แบ่งออกได้หลายประเภท ข้อมูลโดยละเอียดจะมีอยู่ในเว็บไซต์ของสถานทูตอเมริกาอยู่แล้ว ถ้าหากว่าตั้งใจจะมาเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ก็ต้องทำเรื่องยื่นขอเป็นแบบวีซ่า F-1 สำหรับนักเรียนนะจ๊ะ

วีซ่าอเมริกา ชนิด F-1 คืออะไร

คือวีซ่าที่ใช้สำหรับเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะนักเรียน มาเพื่อศึกษาต่อโดยระยะเวลาใช้งานของ วีซ่าอเมริกา นี้ ก็มีตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และ 5 ปี ขึ้นอยู่กับผู้ยื่นขอวีซ่าและหลักสูตรการเรียน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ของทางสถานทูตด้วยว่าจะอนุมัติให้ที่ระยะเวลานานเท่าไหร่ อย่างเราตอนที่ขอวีซ่า หลักสูตรที่เราเรียนเป็นหลักสูตร 1 ปี เจ้าหน้าที่ก็อนุมัติให้เราไปใช้ชีวิตที่อเมริกาได้ 1 ปีตามที่ขอเป๊ะๆ แต่เมื่อเราได้ลองสอบถามน้องๆคนไทยที่เจอกันเมื่อไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกาที่เค้าลงเรียนหลักสูตรเดียวกับเรา หลายๆคนกลับได้อายุวีซ่ามา 5 ปี เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับเหตุผล หลักฐานต่างๆที่เรานำไปแสดงและดวงในตอนที่ตอบสัมภาษณ์นะคะ

วีซ่า F1 นั้นมีข้อกำหนดว่าผู้เดินทางจะต้องเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาล่วงหน้าไม่เกิน 30 วันก่อนจะเปิดภาคการศึกษา และถ้าหากว่าเราไปเรียนจนครบตามเวลาที่กำหนดแล้ว เราก็ต้องกลับประเทศไทยตามกำหนดนั้น และถ้าหากว่าวีซ่าเราหมดอายุแต่เรายังอยากลงเรียนต่อ วิธีเดียวที่สามารถทำได้อย่างถูกกฎหมายการคือกลับมาต่อวีซ่าที่เมืองไทยก่อน แล้วค่อยบินกลับมาเรียนต่อ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการ Overstay อาจทำให้ถูก Blacklist ในการเดินทางเข้าออกประเทศสหรัฐอเมริกาในครั้งต่อๆไปได้

การจะขอวีซ่า F-1 ได้นั้น โรงเรียนจะต้องออกเอกสารที่เรียกว่า I-20 ให้เราก่อนเพื่อเป็นการยืนยันสถานะโรงเรียนและเป็นสิ่งรับรองว่าเรามาเรียนจริงภายใต้กำหนดระยะเวลาของหลักสูตรการเรียนนั้นๆ เพราะฉะนั้นถ้าใครกำลังเลือกโรงเรียนอยู่ก็ขอให้อีเมล์ไปถามก่อนนะคะ ว่าเค้าจะออกเอกสาร I-2o ให้มั้ย เพราะมันสำคัญต่อการยื่นขอวีซ่ามากๆ จากนั้นก็จะเป็นเอกสารสำคัญอย่างเช่น Passport, Transcript, Statement และใบคำร้องขอวีซ่าชั่วคราว เป็นต้น

ข้อมูลเพิ่มเติมจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา >>> http://www.ustraveldocs.com/th_th/th-niv-typefandm.asp

 

การเลือกโรงเรียนตามเมืองในฝัน

นอกจากเรื่องเรียนเราก็ต้องหันมาสนใจเรื่องสภาพภูมิศาสตร์กันเล็กน้อย เพราะที่นี่คืออเมริกาประเทศที่มีขนาดใหญ่เท่ากับหนึ่งทวีปเลยทีเดียว มีพื้นที่ประเทศในทุกรูปแบบ ถ้าชอบแบบเมืองๆ อากาศหนาวๆ ก็แนะนำที่นิวยอร์กซิตี้ หรือไม่ก็ชิคาโก้ รับรองว่าติดใจแน่นอน ถ้าชอบแบบป่าเขาก็ลองไปแถบโคโลราโดดูก็น่าจะสนุก ถ้าใครชอบแบบติดทะเล อากาศร้อนๆก็ไปลุยที่ฟลอริด้าเลยจ้ะ แต่ถ้าชอบติดทะเลแบบหนาวๆก็ลองไปทางฝั่งตะวันออกด้านบนอย่างซีแอตเทิล ถ้าชอบแบบหมอกๆ อากาศกำลังสบาย บรรยากาศเมืองน่ารักๆก็แนะนำซานฟรานซิสโกเลย ชอบบรรยากาศเมืองแบบไหน มาค่ะ กางแผนที่โดยเร็วแล้วจิ้มลงไปเลย เอาที่ชอบเลยนะ

มีอีกข้อที่อยากแนะนำคือเรื่องการเดินทางในเมืองและเรื่องค่าครองชีพนะคะ แต่ละเมืองค่าใช้จ่ายในการดูแลชีวิต ภาษี ก็ไม่เท่ากัน เผื่อเอาไว้เป็นปัจจัยในการประกอบการตัดสินใจดูค่ะ

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกไปเรียนที่เมืองไหน ก็มาต่อกันที่เรื่องความต้องการของเราว่าอยากเรียนแบบเข้มข้นขนาดไหน เพราะที่นี่มีโรงเรียนหลากหลายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นแบบเรียนเต็มวัน 4-5 วันต่อสัปดาห์เอาไว้เตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย หรือจะเรียนภาษาแบบชิลๆ การบ้านไม่หนักมาก เรียนกันแบบสนุกๆ มีเวลาให้ไปเที่ยวเล่น ซึ่งความเข้มข้นในการเรียนก็มีผลต่อค่าเทอมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปเรียนภาษากับมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงนั้น เรียกได้ว่าแพงสุดๆเลย ที่เหลือก็ลดหลั่นกันลงมา เราขอยกตัวอย่างโรงเรียนที่มีในเมืองที่เราได้ไปใช้ชีวิตอยู่อย่างเมืองชิคาโก้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นละกันนะ

 

โรงเรียนภาษาที่ชิคาโก้

สำหรับเราแล้วเหตุผลที่เลือกเมืองชิคาโก้ เพราะเป็นเมืองที่มีความเจริญ เป็นศูนย์กลางธุรกิจ มีการคมนาคมที่ดีที่สุดในประเทศ และเป็นเมืองแห่งสถาปัตยกรรม มีอายุมากกว่าร้อยปี พอดีว่าเราเรียนมาทางสายออกแบบเลยชอบในความเป็นระเบียบเรียบร้อย การจัดวางองค์ประกอบของเมืองที่พอดีลงตัวบอกได้เต็มปากเต็มคำว่าดีมาก มีแหล่งช็อปปิ้ง ร้านอาหาร คาเฟ่ มีสถานที่ให้เที่ยว มีกิจกรรมมากมายให้ทำ ทำให้ไม่น่าเบื่อและไม่ลำบากในการใช้ชีวิต

การเรียนที่นี่จะเแบ่งเป็นเทอม ส่วนใหญ่จะใช้เวลาเรียนเทอมละ 10 สัปดาห์ และแบ่งเป็น 4 ภาคฤดูการศึกษา คือ Spring, Summer, Fall, Winter ใครพร้อมช่วงไหนก็สามารถสมัครเข้ามาเรียนได้เลยค่ะ เราขอแบ่งกลุ่มโรงเรียนตามราคาและคุณภาพนะคะ

 

1.เรียนกับมหาวิทยาลัย

University of Chicago

DePaul University ค่าใช้จ่ายต่อเทอมอยู่ที่ $4,157

เรียนแบบเข้มข้น จริงจัง เรียนเต็มวัน การบ้านเยอะ เหมาะกับการเรียนเพื่อเตรียมเข้าสอบระดับมหาวิทยาลัย

ตารางเรียน 5 วัน ต่อสัปดาห์

 

2.เรียนกับวิทยาลัยของรัฐ

Harold Washington College

Truman College

ค่าเทอมไม่แพงค่ะ เรียนที่นี่จะเหมาะกับคนที่มี Green Card, Citizen เพราะเค้าจะไม่ออกเอกสาร I-20 ให้ เวลาเรียน

ค่าใช้จ่ายต่อเทอม ประมาณ $500-$600

 

3.สถาบันภาษา คุณภาพดี

Stafford House Chicago ค่าใช้จ่ายต่อเทอมอยู่ที่ $3,285

Solex College ค่าใช้จ่ายต่อเทอมอยู่ที่ $2,040

Kaplan International ค่าใช้จ่ายต่อเทอมอยู่ที่ $3,420

ตารางเรียน วันละ 4 ชั่วโมง 4 วันต่อสัปดาห์

 

4.สถาบันภาษา ราคาถูก

Computer System Institute หรือ CSI ค่าใช้จ่ายต่อเทอม จะอยู่ที่ $1,290

BIR English Language Institute ค่าใช้จ่ายต่อเทอมอยู่ที่ $880

ใช้เวลาในการเรียนสัปดาห์ละ 2 วัน มีตารางให้เลือกว่าจะลงเรียนวันไหนได้บ้าง

 

หมายเหตุ ราคาที่แจ้งไว้อาจมีการเปลี่ยนแปลงนะคะ

 

สรุป การจะเลือกโรงเรียนขอให้ดูจุดประสงค์หลักนะคะ ว่าอยากมาเรียนเพื่ออะไร ถ้าอยากเรียนเพื่อต่อปริญญาโท แนะนำให้เรียนกับมหาวิทยาลัยแบบที่หนึ่ง ถ้าจะให้ดีก็เรียนภาษาที่มหาวิทยาลัยที่เราอยากจะเข้าไปเลยจะดีกว่า แต่ถ้าอยากเรียนแบบชิลประมาณนึง มีเวลาใช้ชีวิตได้เยอะขึ้นก็เรียนกับสถาบันภาษาแบบที่ 3 ส่วนสถาบันแบบที่ 4 ราคาถูกมากก็จริง แต่การเรียนจะไม่เข้มข้นเท่าไหร่ (ส่วนใหญ่จะเรียนเพื่อรักษาสถานะการเป็นนักเรียน) เหมาะสำหรับคนที่อยู่มาสักพักแล้ว และเน้นไปที่การทำงาน

เราเลือกเรียนที่ CSI เพราะค่าเทอมอยู่ในระดับที่เราจ่ายไหว แต่สิ่งที่เราอยากได้มากกว่าการเรียนคือการได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในต่างประเทศ เรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม สังคม วัฒนธรรมใหม่ๆ และข้อดีที่สำคัญมากของการมาเรียนภาษาที่อเมริกานั่นก็คือการทำให้เรากลายเป็น Global Citizen คนที่สามารถรับรู้และเข้าใจถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างของคนทั้งโลก เพราะคนที่เราได้พบเจอไม่ใช่แค่ฝรั่งหรือคนไทย แต่ยังมีคนจีน เกาหลีเวียดนาม ฟิลิปปินส์ เม็กซิกัน รัสเซีย จอร์แดน ปากีสถาน มองโกเลีย อินเดีย และอีกมากมาย มันน่าทึ่งมากๆที่ได้สัมผัสกับคนเหล่านั้นจริงๆ ทำให้เรามีมุมมองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

 

ขั้นตอนการติดต่อโรงเรียนด้วยตนเอง

หลายๆคนเลือกที่จะติดต่อโรงเรียนแบบที่มีคนกลางมาช่วยดูแลทั้งในเรื่องการเลือกโรงเรียนตามความเหมาะสม ช่วยดำเนินเรื่องเอกสาร และช่วยจัดหาที่พักเมื่อมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ซึ่งหากใช้คนกลางหรือเอเจนซี่ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการอำนวยความสะดวกให้เราเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ดังนั้นถ้าคิดว่าภาษาอังกฤษเราพอรู้เรื่องหรือมีคนใกล้ตัวพอช่วยได้ การใช้เอเจนซี่ทำเรื่องให้ก็ไม่จำเป็น สามารถประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีก

ต่อไปนี้จะเป็นขั้นตอนที่เราใช้ในการเดินทางไปเป็นนักเรียนที่อเมริกาด้วยตนเองนะคะ

 

1. เลือกโรงเรียนที่ต้องการ

2. หาข้อมูลโรงเรียน
เสิร์ชเว็บโรงเรียน จากนั้นก็ส่งอีเมลล์ไปคุยรายละเอียดที่อยากรู้ เช่น มีคอร์สเรียนอะไรบ้าง ช่วงเวลาเปิดเทอมมีช่วงไหนบ้าง ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

3. ทำเอกสาร
เมื่อสรุปช่วงเวลาเรียนได้ก็ทำเอกสารเพื่อใช้เป็นหลักฐานให้กับโรงเรียน เอกสารหลักที่ทางโรงเรียนจะขอก็มี พาสปอร์ต ทรานสคริปท์ หลักฐานทางการเงินที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย หรือจะเป็นจดหมายรับรองทางการเงินจากธนาคาร เอกสารการเปลี่ยนชื่อ ซึ่งทั้งหมดนี่ต้องเป็นภาษาอังกฤษนะคะ แนบไปให้เค้าทางอีเมลล์ได้เลย (แต่ละโรงเรียนอาจจะต้องการหลักฐานไม่เหมือนกัน ยังงัยก็ลองตรวจสอบกับทางโรงเรยนอีกครั้งนะคะ)

4.จ่ายเงินค่าทำเอกสาร I-20 ให้กับโรงเรียน
เมื่อทางโรงเรียนได้รับเอกสารครบถ้วน เราก็ต้องจ่ายเงินค่าทำเอกสาร I-20 ผ่านบัตรเครดิต จากนั้นโรงเรียนจะเดินเรื่องทำเอกสาร I-20 ให้ และส่งมาถึงมือเราที่เมืองไทยไม่เกิน 7 วัน ซึ่งเอกสารนี้คือสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะต้องเอาไปใช้ต่อในการยื่นคำร้องขอวีซ่า

5.กรอกข้อมูลลงในใบคำร้องขอวีซ่าชั่วคราว
นำเอาข้อมูลทั้งหมดที่ได้ รายละเอียดต่างๆของตัวเอง ของครอบครัว รายละเอียดของโรงเรียน รวมไปถึงที่พักเมื่อไปถึงที่อเมริกาแล้วด้วย ไปกรอกลงในใบคำร้องขอวีซ่าชั่วคราวที่เป็นแบบออนไลน์ได้ที่นี่ >>> Visa F-1

6.นัดวันสัมภาษณ์วีซ่า
เนื่องจากเอกสารมีค่อนข้างเยอะ อย่างเราก็ใช้เวลากรอกข้อมูลประมาณ 1 อาทิตย์พร้อมกับการเตรียมเอกสารสำหรับการสัมภาษณ์ไปด้วย เมื่อกรอกข้อมูลจนครบแล้วก็ชำระค่าธรรมเนียมการทำวีซ่าและจองวันสัมภาษณ์ โดยปกติจะใช้เวลาจองคิวขั้นต่ำประมาณ 1 อาทิตย์ เนื่องจากมีผู้ต้องการเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก ข้อแนะนำนะคะควรจองเวลาสัมภาษณ์ในช่วงเช้า เพราะเจ้าหน้าที่จะอารมณ์ดีอยู่ มีโอกาสผ่านได้ง่ายกว่าช่วงบ่าย และอีกข้อคือตรวจดูสถานที่สัมภาษณ์ให้ดี เพราะ ณ ปัจจุบันมีสถานที่ให้บริการวีซ่าอยู่ 2 ที่คือ กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่

7.เตรียมตัวให้พร้อมกับการนัดสัมภาษณ์
เตรียมเอกสาร หลักฐานให้พร้อม อ่านข้อมูลของคนที่เคยไปสัมภาษณ์มาแล้วเยอะๆก็ดีนะคะ เราจะได้ไม่ตื่นเต้น และอย่าลืมเตรียมตัวสำหรับคำถามของตัวเองให้ดีนะ เจ้าหน้าที่จะถามละเอียดยิบเลย เช่นจะไปเรียนเพื่ออะไร ไปนานมั้ย ทำไมถึงเลือกหลักสูตรนี้ ที่บ้านมีกันกี่คน ถ้ากลับมาแล้วจะทำอะไรต่อ เป็นต้น ถ้าเราตอบคำถามได้ตามเอกสารที่เราอ้างอิงไว้ และคำตอบของมีเหตุผลที่ชัดเจนก็สามารถได้วีซ่า F-1 มาครองได้ไม่ยากเลยค่ะ

การจะเดินทางไปแตะขอบฟ้าที่อเมริกาด้วย Visa F-1 นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามพอสมควรเลยทีเดียว หลายๆคนยอมถอดใจตั้งแต่ตอนกรอกเอกสารยื่นคำร้องก็มี บางคนถึงขั้นไปนัดสัมภาษณ์แล้วไม่ผ่านก็มี อย่าเพิ่งยอมแพ้ค่ะ กลับมาเตรียมเอกสารใหม่ให้พร้อมกว่าเดิม แล้วมาลุยกันอีกรอบหนึ่ง รับรองว่าเมื่อได้ไปเรียนตามที่ฝันแล้วผลลัพธ์ที่ได้กลับมามันยอดเยี่ยมมากใครที่กำลังมีความคิดว่าอยากจะไปก็ขอให้ได้ไปทำตามฝันนะคะ ขั้นตอนมันอาจจะยุ่งยาก เยอะแยะ แถมยังต้องใช้เงินเยอะอีก ก็อย่าเพิ่งกังวลไป ขอให้เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนและเต็มที่กับมันนอกนั้นก็ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถเราแล้วล่ะ

ส่วนใครคิดว่าวิธีการเหล่านี้ยากเกินความสามารถ ต้องการผู้ช่วยก็ลองติดต่อที่นี่ดูนะ พี่ๆใจดีมากเลย >>> KhonthaiAmerica

ขอย้ำอีกนิดว่าเอเจนซี่มีหน้าที่ช่วยติดต่อโรงเรียนและช่วยดูแลเอกสารเท่านั้น เค้าไม่มีส่วนในการช่วยเรื่องวีซ่าให้ผ่าน ซึ่งการจะได้วีซ่าอันที่จริงแล้วก็อยู่ที่ตัวเราล้วนๆนะคะ ขอให้ทุกคนโชคดีค่ะ